คดีอาคาร สตง. ถล่ม
- วันที่เกิดเหตุ
- 28 มีนาคม 2568
- ความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดี
- 22 กรกฎาคม 2569(1 เดือนที่แล้ว)
- ทีมงานตรวจสอบล่าสุด
- 28 สิงหาคม 2569
- เหตุการณ์ในไทม์ไลน์
- 15 รายการ
- แหล่งข้อมูล
- 11 ข่าว(อ้างอิง 20 ครั้ง)
ความคืบหน้าของกระบวนการ
เหตุการณ์
ชั้นตำรวจ
ชั้นอัยการ
ชั้นศาล
อยู่ขั้นนี้
อุทธรณ์ / ฎีกา
สิ้นสุด
“อยู่ระหว่างพิจารณาคดี” คืออะไร — ศาลอยู่ระหว่างสืบพยานและพิจารณาคดี
แถบด้านบนบอกว่าคดีเดินมาถึงขั้นไหนของกระบวนการ ไม่ได้บอกว่าใครผิดหรือถูก · คำตัดสินเป็นหน้าที่ของศาล
สรุปคดี
- เกิดอะไรขึ้น
จำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ที่ศาลอาญา ยังไม่มีคำพิพากษา ทุกรายยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย เหตุเกิดเมื่อ 28 มีนาคม 2568 อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ย่านจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จ พังถล่มระหว่างเกิดแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางในประเทศเมียนมา ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อครบ 1 ปีว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และมีผู้รอดชีวิตเพียง 9 คน ขณะที่คำแถลงของโฆษก สตง. ในรายงานฉบับเดียวกันระบุผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 บาดเจ็บ 8 ส่วนเดลินิวส์เขียนถึงการเยียวยาผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย หน้านี้จึงแสดงทุกชุดพร้อมที่มา ต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย (นิติบุคคล 7 ราย ที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดา) ต่อศาลอาญาเมื่อ 7 สิงหาคม 2568 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ล่าสุด THE STANDARD รายงานว่าที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีการสืบพยานโจทก์แล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และต่อเนื่องวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 โดยการซักค้านของทนายจำเลยบางรายยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงนัดสืบพยานปากเดิมต่อในนัดหน้า และในนัดวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 16-22 ที่ขอให้ศาลเดินเผชิญสืบขณะเก็บตัวอย่างคอนกรีต ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเรื่องวิธีได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ว่าผู้ใดกระทำผิด ด้านบริษัทผู้ผลิตเหล็กแถลงเมื่อ 21 เมษายน 2568 โต้ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานเหล็ก โดยยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นอกจากคดีอาญาสายหลักแล้วยังมีสำนวนแยกอีกหลายสาย ทั้งคดีนอมินี คดีปลอมใบภาษีในชั้นพนักงานอัยการ และคดีฮั้วประมูลในชั้น ป.ป.ช. ทุกสำนวนยังอยู่ในศาลชั้นต้นหรือชั้นก่อนฟ้อง และยังไม่ถึงที่สุด
- ตอนนี้อยู่ขั้นไหน
- อยู่ระหว่างพิจารณาคดี
- ความคืบหน้าล่าสุด
- ศาลอาญาสืบพยานโจทก์ต่อ จำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และศาลยกคำร้องขอเดินเผชิญสืบของจำเลยที่ 16-2222 กรกฎาคม 2569 (1 เดือนที่แล้ว)
- ขั้นตอนต่อไป
ยังไม่มีข้อมูลกำหนดขั้นตอนถัดไปที่ยืนยันได้จากแหล่งข่าว
ไทม์ไลน์คดี
15 เหตุการณ์พ.ศ. 2568
- เหตุการณ์เกิดขึ้น
อาคาร สตง. ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
ไทยพีบีเอสรายงานในวันเกิดเหตุ โดยพิมพ์เวลาไว้สองแห่งในหน้าเดียวกัน ย่อหน้าเปิดข่าวเขียนว่าเหตุแผ่นดินไหวเกิดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 13.25 น. และรับรู้แรงสั่นสะเทือนหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด ขณะที่อีกย่อหน้าหนึ่งในหน้าเดียวกันมีชื่อกรมอุตุนิยมวิทยากำกับไว้ที่ต้นย่อหน้า โดยระบุว่ากรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศแจ้งว่าเวลา 13.20 น. เกิดแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศเมียนมา ที่ละติจูด 21.682 องศาเหนือ ลองติจูด 96.121 องศาตะวันออก ขนาด 7.4 ความลึก 10 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กม. เว็บไซต์นี้จึงแสดงเวลาทั้งสองพร้อมกำกับว่ามาจากย่อหน้าใด และระบุว่าขนาด 7.4 เป็นตัวเลขที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ ตามที่ปรากฏในย่อหน้านั้น ต่อมาหน้าเดียวกันรายงานว่าล่าสุดเวลา 15.30 น. กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่าเหตุแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่ในเมียนมาขนาด 8.2 ความลึก 10 กม. ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานภายหลังในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หน้านี้จึงแสดงทั้ง 7.4 และ 8.2 พร้อมเวลาที่แต่ละตัวเลขปรากฏ รายงานยังระบุว่าต่อมาเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุพื้นที่ก่อสร้างถล่มย่านจตุจักร ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ย่านจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง พังถล่มลงมา รายงานเบื้องต้นระบุว่าในวันนั้นมีผู้เข้ามาทำงานก่อสร้าง 397 คน และเมื่อเกิดเหตุมีผู้ที่ติดต่อไม่ได้ 81 คน ตัวเลขความสูญเสียที่รายงานภายหลังมีหลายชุด ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อครบ 1 ปีว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และมีผู้รอดชีวิตเพียง 9 คน ขณะที่คำแถลงของโฆษก สตง. ในรายงานฉบับเดียวกันกล่าวถึงผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 และบาดเจ็บ 8 หน้านี้แสดงทั้งสองชุดพร้อมที่มา และไม่เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหาย ในชั้นนี้ยังเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติ ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาบุคคลหรือนิติบุคคลใด
2 แหล่ง · ดูรายละเอียดไทยพีบีเอสรายงานในวันเกิดเหตุ โดยพิมพ์เวลาไว้สองแห่งในหน้าเดียวกัน ย่อหน้าเปิดข่าวเขียนว่าเหตุแผ่นดินไหวเกิดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 13.25 น. และรับรู้แรงสั่นสะเทือนหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด ขณะที่อีกย่อหน้าหนึ่งในหน้าเดียวกันมีชื่อกรมอุตุนิยมวิทยากำกับไว้ที่ต้นย่อหน้า โดยระบุว่ากรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศแจ้งว่าเวลา 13.20 น. เกิดแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศเมียนมา ที่ละติจูด 21.682 องศาเหนือ ลองติจูด 96.121 องศาตะวันออก ขนาด 7.4 ความลึก 10 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กม. เว็บไซต์นี้จึงแสดงเวลาทั้งสองพร้อมกำกับว่ามาจากย่อหน้าใด และระบุว่าขนาด 7.4 เป็นตัวเลขที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ ตามที่ปรากฏในย่อหน้านั้น ต่อมาหน้าเดียวกันรายงานว่าล่าสุดเวลา 15.30 น. กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่าเหตุแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่ในเมียนมาขนาด 8.2 ความลึก 10 กม. ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานภายหลังในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หน้านี้จึงแสดงทั้ง 7.4 และ 8.2 พร้อมเวลาที่แต่ละตัวเลขปรากฏ รายงานยังระบุว่าต่อมาเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุพื้นที่ก่อสร้างถล่มย่านจตุจักร ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ย่านจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง พังถล่มลงมา รายงานเบื้องต้นระบุว่าในวันนั้นมีผู้เข้ามาทำงานก่อสร้าง 397 คน และเมื่อเกิดเหตุมีผู้ที่ติดต่อไม่ได้ 81 คน ตัวเลขความสูญเสียที่รายงานภายหลังมีหลายชุด ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อครบ 1 ปีว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และมีผู้รอดชีวิตเพียง 9 คน ขณะที่คำแถลงของโฆษก สตง. ในรายงานฉบับเดียวกันกล่าวถึงผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 และบาดเจ็บ 8 หน้านี้แสดงทั้งสองชุดพร้อมที่มา และไม่เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหาย ในชั้นนี้ยังเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติ ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาบุคคลหรือนิติบุคคลใด
แหล่งข้อมูล (2)
- ไทยพีบีเอส28 มี.ค. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วแผ่นดินไหวเมียนมา 7.4 สะเทือน กทม.-หลายจังหวัดทั่วประเทศ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง 3 กลุ่ม และสื่อรายงานข้อมูลโครงการจากเว็บไซต์บริษัทที่ปรึกษา
นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีอาคารถล่ม ซึ่งไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสระบุองค์ประกอบไว้ว่า กลุ่มที่ 1 หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายปกครอง กลุ่มที่ 2 สถาบันการศึกษาและวิชาการ และกลุ่มที่ 3 องค์กรวิชาชีพควบคุม ในวันเดียวกัน พีพีทีวีเอชดี 36 เผยแพร่รายงานโดยอ้างข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของบริษัทที่ปรึกษาชื่อ GoalFore ซึ่งรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2024 ว่าโครงสร้างหลักของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ในประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว โดยระบุว่าอาคารสูง 137 เมตร มีพื้นที่ก่อสร้างรวม 96,041 ตารางเมตร ก่อสร้างด้วยเทคนิค Slipform และเป็นโครงการอาคารสูงแห่งแรกที่บริษัทผู้ร่วมก่อสร้างสัญชาติจีน (CREC10) ทำในต่างประเทศ รายงานยังระบุว่าสื่อจีนและสื่อไต้หวันบางส่วนรายงานว่า หลังเกิดเหตุตึกถล่ม บริษัทได้ลบข้อมูลและข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวไปแล้ว โดยรายงานฉบับนี้เขียนกำกับไว้เองว่าข้อมูลที่นำมาเสนอเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่จากเว็บไซต์ GoalFore เท่านั้น และยังไม่มีการชี้แจงจากบริษัท CREC10 ว่าเนื้อหาทั้งหมดมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในชั้นนี้ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาต่อผู้ใด
2 แหล่ง · ดูรายละเอียดนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีอาคารถล่ม ซึ่งไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสระบุองค์ประกอบไว้ว่า กลุ่มที่ 1 หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายปกครอง กลุ่มที่ 2 สถาบันการศึกษาและวิชาการ และกลุ่มที่ 3 องค์กรวิชาชีพควบคุม ในวันเดียวกัน พีพีทีวีเอชดี 36 เผยแพร่รายงานโดยอ้างข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของบริษัทที่ปรึกษาชื่อ GoalFore ซึ่งรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2024 ว่าโครงสร้างหลักของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ในประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว โดยระบุว่าอาคารสูง 137 เมตร มีพื้นที่ก่อสร้างรวม 96,041 ตารางเมตร ก่อสร้างด้วยเทคนิค Slipform และเป็นโครงการอาคารสูงแห่งแรกที่บริษัทผู้ร่วมก่อสร้างสัญชาติจีน (CREC10) ทำในต่างประเทศ รายงานยังระบุว่าสื่อจีนและสื่อไต้หวันบางส่วนรายงานว่า หลังเกิดเหตุตึกถล่ม บริษัทได้ลบข้อมูลและข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวไปแล้ว โดยรายงานฉบับนี้เขียนกำกับไว้เองว่าข้อมูลที่นำมาเสนอเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่จากเว็บไซต์ GoalFore เท่านั้น และยังไม่มีการชี้แจงจากบริษัท CREC10 ว่าเนื้อหาทั้งหมดมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในชั้นนี้ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาต่อผู้ใด
แหล่งข้อมูล (2)
- พีพีทีวีเอชดี 3630 มี.ค. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วแกะรอยบริษัทจีน โชว์ป้ายทำโครงสร้างตึก สตง. เสร็จตั้งแต่ เม.ย. 67(pptvhd36.com)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
[ความเห็นทางกฎหมายเรื่องความรับผิดตามสัญญา] สื่อเผยแพร่ความเห็นของอัยการผู้เชี่ยวชาญเรื่องโครงการมูลค่า 2,136 ล้านบาท
หมายเหตุเรื่องวันที่: เหตุการณ์ที่หน้านี้บันทึกคือการเผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายชิ้นนี้เอง จึงลงวันที่ตามวันเผยแพร่ของโพสต์ทูเดย์ คือ 30 มีนาคม 2568 โพสต์ทูเดย์เผยแพร่ความเห็นของอัยการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาในกรณีอาคาร สตง. ถล่ม โดยระบุว่ากิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์ซีซี เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการมูลค่า 2,136 ล้านบาท และกิจการร่วมค้า PKW เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างภายใต้วงเงิน 74.653 ล้านบาท ความเห็นดังกล่าวสรุปว่าหากอาคารถล่มลงมาก่อนการส่งมอบงานครั้งสุดท้าย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากความผิดของผู้รับจ้าง หรือจากเหตุสุดวิสัยเช่นแผ่นดินไหว ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบในการก่อสร้างอาคารใหม่ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ทั้งนี้เป็นความเห็นทางกฎหมายเรื่องความรับผิดตามสัญญาของบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล เป็นคนละสำนวนกับคดีอาญาซึ่งต้องพิสูจน์ในชั้นศาล และเว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้ให้ความเห็น รายงานฉบับนี้สะกดชื่อกิจการร่วมค้าผู้รับจ้างก่อสร้างว่า กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์ซีซี (ITD-CRCC) ซึ่งต่างจากสำนักอื่น หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอคำชี้แจงของกิจการร่วมค้าผู้รับจ้างก่อสร้างต่อความเห็นชิ้นนี้ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ หากมีคำชี้แจงส่งมา กองบรรณาธิการจะเผยแพร่คู่กันทันที
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดหมายเหตุเรื่องวันที่: เหตุการณ์ที่หน้านี้บันทึกคือการเผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายชิ้นนี้เอง จึงลงวันที่ตามวันเผยแพร่ของโพสต์ทูเดย์ คือ 30 มีนาคม 2568 โพสต์ทูเดย์เผยแพร่ความเห็นของอัยการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาในกรณีอาคาร สตง. ถล่ม โดยระบุว่ากิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์ซีซี เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการมูลค่า 2,136 ล้านบาท และกิจการร่วมค้า PKW เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างภายใต้วงเงิน 74.653 ล้านบาท ความเห็นดังกล่าวสรุปว่าหากอาคารถล่มลงมาก่อนการส่งมอบงานครั้งสุดท้าย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากความผิดของผู้รับจ้าง หรือจากเหตุสุดวิสัยเช่นแผ่นดินไหว ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบในการก่อสร้างอาคารใหม่ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ทั้งนี้เป็นความเห็นทางกฎหมายเรื่องความรับผิดตามสัญญาของบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล เป็นคนละสำนวนกับคดีอาญาซึ่งต้องพิสูจน์ในชั้นศาล และเว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้ให้ความเห็น รายงานฉบับนี้สะกดชื่อกิจการร่วมค้าผู้รับจ้างก่อสร้างว่า กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์ซีซี (ITD-CRCC) ซึ่งต่างจากสำนักอื่น หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอคำชี้แจงของกิจการร่วมค้าผู้รับจ้างก่อสร้างต่อความเห็นชิ้นนี้ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ หากมีคำชี้แจงส่งมา กองบรรณาธิการจะเผยแพร่คู่กันทันที
แหล่งข้อมูล (1)
- โพสต์ทูเดย์30 มี.ค. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วตึกสตง.ถล่มแผ่นดินไหว ITD ทุนจีนพันธมิตร ต้องสร้างใหม่เอง(posttoday.com)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
[สำนวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ] ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ระบุเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย 3 ฉบับ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องอาคาร สตง. ถล่มไว้เป็นคดีพิเศษ โดยผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าพบเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี) ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) โดยรายงานระบุว่ามีความเสียหายมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์การรับเป็นคดีพิเศษ รายงานยังระบุคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าจะดำเนินการให้โปร่งใสมากที่สุด และจะตรวจสอบย้อนหลังไปถึงโครงการอีก 10 โครงการที่ได้รับการประมูลไปจากทางภาครัฐ เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลรัฐมนตรี การรับเป็นคดีพิเศษเป็นเพียงขั้นตอนการสอบสวน ยังไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด เว็บไซต์นี้ระบุปี พ.ศ. ของกฎหมายตามที่ข่าวพิมพ์กำกับไว้ ซึ่งกองบรรณาธิการเปิดหน้าข่าวตรวจยืนยันด้วยตนเองแล้ว สำนวนสายนี้ต่อมาแยกเป็นคดีพิเศษที่ 38/2568 และคดีพิเศษที่ 58/2568 ซึ่งเป็นคนละสำนวนกับคดีอาญาสายหลัก อ 2201/2568 ส่วนคำชี้แจงของบริษัทที่ถูกตรวจสอบในชั้นนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ ยกเว้นคำแถลงของบริษัทผู้ผลิตเหล็กเมื่อ 21 เมษายน 2568 ซึ่งบันทึกไว้ในเหตุการณ์ของวันดังกล่าว
2 แหล่ง · ดูรายละเอียดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องอาคาร สตง. ถล่มไว้เป็นคดีพิเศษ โดยผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าพบเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี) ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) โดยรายงานระบุว่ามีความเสียหายมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์การรับเป็นคดีพิเศษ รายงานยังระบุคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าจะดำเนินการให้โปร่งใสมากที่สุด และจะตรวจสอบย้อนหลังไปถึงโครงการอีก 10 โครงการที่ได้รับการประมูลไปจากทางภาครัฐ เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลรัฐมนตรี การรับเป็นคดีพิเศษเป็นเพียงขั้นตอนการสอบสวน ยังไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด เว็บไซต์นี้ระบุปี พ.ศ. ของกฎหมายตามที่ข่าวพิมพ์กำกับไว้ ซึ่งกองบรรณาธิการเปิดหน้าข่าวตรวจยืนยันด้วยตนเองแล้ว สำนวนสายนี้ต่อมาแยกเป็นคดีพิเศษที่ 38/2568 และคดีพิเศษที่ 58/2568 ซึ่งเป็นคนละสำนวนกับคดีอาญาสายหลัก อ 2201/2568 ส่วนคำชี้แจงของบริษัทที่ถูกตรวจสอบในชั้นนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ ยกเว้นคำแถลงของบริษัทผู้ผลิตเหล็กเมื่อ 21 เมษายน 2568 ซึ่งบันทึกไว้ในเหตุการณ์ของวันดังกล่าว
แหล่งข้อมูล (2)
- ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online)2 เม.ย. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้ว"ดีเอสไอ" รับคดีอาคาร สตง. ถล่มเป็นคดีพิเศษ พบหลักฐานใช้นอมินี(mgronline.com)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
[สำนวนมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม] บริษัทผู้ผลิตเหล็กแถลงโต้ข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน
ไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ในบรรทัดวันที่ 21 เม.ย. 2568 ว่าบริษัทผู้ผลิตเหล็กแถลงโต้ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานเหล็ก โดยยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน ถือเป็นคำชี้แจงของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาโดยตรงต่อประเด็นมาตรฐานเหล็ก และเว็บไซต์นี้บันทึกไว้คู่กับข้อกล่าวหาเสมอ ประเด็นมาตรฐานวัสดุเป็นคนละสำนวนกับคดีพิเศษที่ 38/2568 ซึ่งเป็นคดีปลอมใบภาษี ณ เวลาดังกล่าวการตรวจสอบเรื่องมาตรฐานวัสดุยังอยู่ในชั้นสอบสวน ยังไม่มีการยื่นฟ้องต่อศาล และยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายว่าเหล็กที่ใช้ในโครงการเป็นสาเหตุของการถล่มหรือไม่
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ในบรรทัดวันที่ 21 เม.ย. 2568 ว่าบริษัทผู้ผลิตเหล็กแถลงโต้ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานเหล็ก โดยยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน ถือเป็นคำชี้แจงของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาโดยตรงต่อประเด็นมาตรฐานเหล็ก และเว็บไซต์นี้บันทึกไว้คู่กับข้อกล่าวหาเสมอ ประเด็นมาตรฐานวัสดุเป็นคนละสำนวนกับคดีพิเศษที่ 38/2568 ซึ่งเป็นคดีปลอมใบภาษี ณ เวลาดังกล่าวการตรวจสอบเรื่องมาตรฐานวัสดุยังอยู่ในชั้นสอบสวน ยังไม่มีการยื่นฟ้องต่อศาล และยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายว่าเหล็กที่ใช้ในโครงการเป็นสาเหตุของการถล่มหรือไม่
แหล่งข้อมูล (1)
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
[สำนวนคดีนอมินี] ดีเอสไอคุมตัวกรรมการบริษัทผู้รับเหมาร่วมสัญชาติจีน ขออำนาจศาลอาญาฝากขังผัดแรก ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ
หมายเหตุเรื่องวันที่: รายงานชิ้นนี้เผยแพร่วันที่ 21 เมษายน 2568 และประโยคเปิดข่าวเขียนว่าวันนี้ (21 เมษายน) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ วันที่ของเหตุการณ์จึงตรงกับวันเผยแพร่ THE STANDARD รายงานว่ารองอธิบดี DSI ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษและพนักงานสอบสวน ควบคุมตัวกรรมการบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด สัญชาติจีน ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนอมินี ไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ฝากขังผัดแรก เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลของผู้ต้องหาและของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เพราะยังไม่มีคำพิพากษา คำชี้แจงของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา: รายงานระบุว่าจากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจของจีนที่ถูกส่งมาลงทุนในประเทศไทยในนามรัฐบาลจีน และถือหุ้นในบริษัทสัดส่วน 49% รวมถึงปฏิเสธเรื่องการจ้างคนไทยเป็นนอมินี ขอบเขตของเหตุการณ์นี้: การขอฝากขังต่อศาลอาญาเป็นการขออำนาจศาลเพื่อควบคุมตัวระหว่างสอบสวน ไม่ใช่การยื่นฟ้องคดี หน้านี้จึงไม่ผูกเหตุการณ์นี้เข้ากับคดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 ยื่นฟ้องในภายหลัง และยังไม่ระบุชื่อศาลของคดีนอมินี เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันความเชื่อมโยงไม่ได้ ในชั้นนี้เป็นเพียงการตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหายังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดหมายเหตุเรื่องวันที่: รายงานชิ้นนี้เผยแพร่วันที่ 21 เมษายน 2568 และประโยคเปิดข่าวเขียนว่าวันนี้ (21 เมษายน) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ วันที่ของเหตุการณ์จึงตรงกับวันเผยแพร่ THE STANDARD รายงานว่ารองอธิบดี DSI ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษและพนักงานสอบสวน ควบคุมตัวกรรมการบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด สัญชาติจีน ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนอมินี ไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ฝากขังผัดแรก เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลของผู้ต้องหาและของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เพราะยังไม่มีคำพิพากษา คำชี้แจงของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา: รายงานระบุว่าจากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจของจีนที่ถูกส่งมาลงทุนในประเทศไทยในนามรัฐบาลจีน และถือหุ้นในบริษัทสัดส่วน 49% รวมถึงปฏิเสธเรื่องการจ้างคนไทยเป็นนอมินี ขอบเขตของเหตุการณ์นี้: การขอฝากขังต่อศาลอาญาเป็นการขออำนาจศาลเพื่อควบคุมตัวระหว่างสอบสวน ไม่ใช่การยื่นฟ้องคดี หน้านี้จึงไม่ผูกเหตุการณ์นี้เข้ากับคดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 ยื่นฟ้องในภายหลัง และยังไม่ระบุชื่อศาลของคดีนอมินี เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันความเชื่อมโยงไม่ได้ ในชั้นนี้เป็นเพียงการตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหายังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
แหล่งข้อมูล (1)
- THE STANDARD21 เม.ย. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วDSI คุมตัวผู้ต้องหาคดีนอมินี 'ไชน่า เรลเวย์ฯ' ฝากขังศาลอาญา เจ้าตัวยืนยันเป็นรัฐวิสาหกิจจีน ถูกส่งมาลงทุน(thestandard.co)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
ปิดภารกิจค้นหากู้ภัย และตำรวจยื่นศาลอาญาขอออกหมายจับ 17 ราย โดยศาลขอเลื่อนพิจารณาในวันนั้น ส่วนไทยพีบีเอสระบุว่าศาลอาญาอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา
มีการประกาศปิดภารกิจค้นหาและกู้ภัยอย่างเป็นทางการ หลังปฏิบัติการต่อเนื่องครบ 45 วัน ในวันเดียวกัน ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พ.ค. 2568 คณะพนักงานสอบสวนชุดทำคดีของกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยื่นศาลขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 17 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บริษัทกิจการร่วมค้า กลุ่มผู้รับเหมาควบคุมงาน และกลุ่มวิศวกรที่เซ็นรับรอง ในข้อหาตามมาตรา 227 และความผิดตามมาตรา 238 โดยรายงานระบุว่าศาลขอเลื่อนพิจารณาการออกหมายจับไปก่อน เหตุผลคืออยู่ระหว่างประสานผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูล เรื่องชื่อศาลและผลต่อเนื่อง: ไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสระบุว่าพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยื่นต่อศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร สตง. ทั้งหมด 3 กลุ่ม รวม 17 ราย และเขียนต่อท้ายไว้ว่าศาลอาญาอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา เว็บไซต์นี้จึงบันทึกทั้งสองส่วนไว้คู่กัน คือรายงานของไทยรัฐเรื่องการขอเลื่อนพิจารณาในวันนั้น และข้อความของไทยพีบีเอสเรื่องการอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลของผู้ที่ถูกกล่าวถึงในคำร้อง เพราะยังไม่มีคำพิพากษา การออกหมายจับเป็นขั้นตอนเพื่อการสอบสวนตามกฎหมาย ไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด ส่วนคำชี้แจงของผู้ที่ถูกขอออกหมายจับในชั้นนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้
2 แหล่ง · ดูรายละเอียดมีการประกาศปิดภารกิจค้นหาและกู้ภัยอย่างเป็นทางการ หลังปฏิบัติการต่อเนื่องครบ 45 วัน ในวันเดียวกัน ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พ.ค. 2568 คณะพนักงานสอบสวนชุดทำคดีของกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยื่นศาลขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 17 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บริษัทกิจการร่วมค้า กลุ่มผู้รับเหมาควบคุมงาน และกลุ่มวิศวกรที่เซ็นรับรอง ในข้อหาตามมาตรา 227 และความผิดตามมาตรา 238 โดยรายงานระบุว่าศาลขอเลื่อนพิจารณาการออกหมายจับไปก่อน เหตุผลคืออยู่ระหว่างประสานผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูล เรื่องชื่อศาลและผลต่อเนื่อง: ไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสระบุว่าพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยื่นต่อศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร สตง. ทั้งหมด 3 กลุ่ม รวม 17 ราย และเขียนต่อท้ายไว้ว่าศาลอาญาอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา เว็บไซต์นี้จึงบันทึกทั้งสองส่วนไว้คู่กัน คือรายงานของไทยรัฐเรื่องการขอเลื่อนพิจารณาในวันนั้น และข้อความของไทยพีบีเอสเรื่องการอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลของผู้ที่ถูกกล่าวถึงในคำร้อง เพราะยังไม่มีคำพิพากษา การออกหมายจับเป็นขั้นตอนเพื่อการสอบสวนตามกฎหมาย ไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด ส่วนคำชี้แจงของผู้ที่ถูกขอออกหมายจับในชั้นนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้
แหล่งข้อมูล (2)
- ไทยรัฐออนไลน์13 พ.ค. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วตำรวจยื่นศาลขอหมายจับแล้ว รวม 17 ราย คดีอาคาร สตง. ถล่ม(thairath.co.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างสอบสวน
นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแถลงผลการสืบสวนข้อเท็จจริง ระบุพบความบกพร่องในการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง ผนังรับแรงเฉือน และคุณภาพคอนกรีต
ไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ในบรรทัดวันที่ 30 มิ.ย. 2568 ว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแถลงผลการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยระบุว่าผลการตรวจสอบพบความบกพร่องอย่างชัดเจนในกระบวนการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะในส่วนของเทคนิคงานโครงสร้าง อาทิ ผนังช่องลิฟต์และบันได ซึ่งในทางวิศวกรรมเรียกว่าผนังรับแรงเฉือน อันเป็นจุดสำคัญที่พบปัญหา และยังพบว่าคุณภาพคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน กับในหลายจุดมีการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและข้อกฎหมายที่กำหนด รายงานยังระบุคำแถลงในส่วนของการทำแบบจำลองว่า หากปฏิบัติตามกฎหมายจะสร้างความแข็งแรงให้ตึกมากขึ้น เว็บไซต์นี้เรียบเรียงตามข้อความในบรรทัดดังกล่าว และไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้แถลง ผลสอบดังกล่าวเป็นความเห็นของคณะกรรมการฝ่ายบริหาร ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และไม่ผูกพันการพิจารณาคดีอาญา ทั้งยังไม่ได้ชี้ว่าบุคคลหรือนิติบุคคลรายใดกระทำความผิด ส่วนคำชี้แจงของผู้รับจ้างก่อสร้าง ผู้ควบคุมงาน และผู้ออกแบบต่อผลสอบชุดนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ หากฝ่ายใดส่งคำชี้แจงมา กองบรรณาธิการจะเผยแพร่คู่กันทันที
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ในบรรทัดวันที่ 30 มิ.ย. 2568 ว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแถลงผลการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยระบุว่าผลการตรวจสอบพบความบกพร่องอย่างชัดเจนในกระบวนการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะในส่วนของเทคนิคงานโครงสร้าง อาทิ ผนังช่องลิฟต์และบันได ซึ่งในทางวิศวกรรมเรียกว่าผนังรับแรงเฉือน อันเป็นจุดสำคัญที่พบปัญหา และยังพบว่าคุณภาพคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน กับในหลายจุดมีการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและข้อกฎหมายที่กำหนด รายงานยังระบุคำแถลงในส่วนของการทำแบบจำลองว่า หากปฏิบัติตามกฎหมายจะสร้างความแข็งแรงให้ตึกมากขึ้น เว็บไซต์นี้เรียบเรียงตามข้อความในบรรทัดดังกล่าว และไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้แถลง ผลสอบดังกล่าวเป็นความเห็นของคณะกรรมการฝ่ายบริหาร ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และไม่ผูกพันการพิจารณาคดีอาญา ทั้งยังไม่ได้ชี้ว่าบุคคลหรือนิติบุคคลรายใดกระทำความผิด ส่วนคำชี้แจงของผู้รับจ้างก่อสร้าง ผู้ควบคุมงาน และผู้ออกแบบต่อผลสอบชุดนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ หากฝ่ายใดส่งคำชี้แจงมา กองบรรณาธิการจะเผยแพร่คู่กันทันที
แหล่งข้อมูล (1)
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ส่งสำนวนให้อัยการ
พนักงานสอบสวนส่งสำนวนถึงอัยการ พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย
ไทยพีบีเอสรายงานว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มหลังเกิดแผ่นดินไหว ให้กับพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ในข้อหาเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม หรือก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หมายเหตุเรื่องวันที่: วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 มาจากประโยคในรายงานฉบับวันยื่นฟ้องของไทยพีบีเอส (content/355143) ซึ่งเขียนว่าเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 ขณะที่หัวข้อของบรรทัดเดียวกันในไทม์ไลน์ 1 ปีของไทยพีบีเอส (content/503856) พิมพ์ไว้ว่า 22 ก.ค.2569 เว็บไซต์นี้จึงเลือกใช้ปี 2568 ตามรายงานฉบับวันยื่นฟ้อง ซึ่งสอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อ 7 สิงหาคม 2568 และบันทึกความต่างของปีไว้ให้ผู้อ่านตรวจสอบเองได้ ขั้นตอนนี้เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน อำนาจตัดสินใจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่พนักงานอัยการ และผู้ต้องหาทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนคำชี้แจงของผู้ต้องหาในชั้นนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ คำให้การปฏิเสธต่อศาลปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD เมื่อกรกฎาคม 2569
2 แหล่ง · ดูรายละเอียดไทยพีบีเอสรายงานว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มหลังเกิดแผ่นดินไหว ให้กับพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ในข้อหาเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม หรือก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หมายเหตุเรื่องวันที่: วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 มาจากประโยคในรายงานฉบับวันยื่นฟ้องของไทยพีบีเอส (content/355143) ซึ่งเขียนว่าเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 ขณะที่หัวข้อของบรรทัดเดียวกันในไทม์ไลน์ 1 ปีของไทยพีบีเอส (content/503856) พิมพ์ไว้ว่า 22 ก.ค.2569 เว็บไซต์นี้จึงเลือกใช้ปี 2568 ตามรายงานฉบับวันยื่นฟ้อง ซึ่งสอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อ 7 สิงหาคม 2568 และบันทึกความต่างของปีไว้ให้ผู้อ่านตรวจสอบเองได้ ขั้นตอนนี้เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน อำนาจตัดสินใจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่พนักงานอัยการ และผู้ต้องหาทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนคำชี้แจงของผู้ต้องหาในชั้นนี้ หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ คำให้การปฏิเสธต่อศาลปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD เมื่อกรกฎาคม 2569
แหล่งข้อมูล (2)
- ไทยพีบีเอส7 ส.ค. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วพนักงานอัยการยื่นฟ้อง 23 ผู้ต้องหาคดี ตึก สตง. ต่อศาลอาญา(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อัยการสั่งฟ้อง
อัยการยื่นฟ้อง 23 ราย ต่อศาลอาญา เป็นคดีหมายเลขดำ อ 2201/2568
ไทยพีบีเอสรายงานว่าพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 23 รายต่อศาลอาญาในวันนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ของศาลอาญา (คำว่าในวันนี้ ผูกกับวันเผยแพร่ของรายงานฉบับนี้คือ 7 สิงหาคม 2568) และระบุรายชื่อนิติบุคคลไว้ 7 ราย ได้แก่ บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด, บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด, บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนจำเลยที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลเพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา ตัวเลขบุคคลธรรมดา 16 ราย ที่ปรากฏในหน้านี้เป็นการหักลบของกองบรรณาธิการ จากยอดรวม 23 รายกับนิติบุคคล 7 รายที่ข่าวระบุชื่อ ข้อหาตามฟ้องที่ข่าวระบุคือ เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม ทำการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น ๆ โดยประการที่น่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และ 268 และบางรายถูกฟ้องเพิ่มเติมในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โดยข่าวอ้างถึงพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วย ทั้งนี้ รายชื่อผู้ต้องหาที่ไทยพีบีเอสเผยแพร่เป็นชื่อบริษัทรายบริษัท ส่วนชื่อกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD ซึ่งเรียกกลุ่มจำเลยที่ 16-22 ด้วยชื่อนั้น การยื่นฟ้องเป็นเพียงการกล่าวหาของพนักงานอัยการ คดีอยู่ในศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คำให้การของฝ่ายจำเลยปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD ว่าจำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา (ดูเหตุการณ์วันที่ 22 กรกฎาคม 2569)
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดไทยพีบีเอสรายงานว่าพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 23 รายต่อศาลอาญาในวันนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ของศาลอาญา (คำว่าในวันนี้ ผูกกับวันเผยแพร่ของรายงานฉบับนี้คือ 7 สิงหาคม 2568) และระบุรายชื่อนิติบุคคลไว้ 7 ราย ได้แก่ บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด, บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด, บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนจำเลยที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลเพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา ตัวเลขบุคคลธรรมดา 16 ราย ที่ปรากฏในหน้านี้เป็นการหักลบของกองบรรณาธิการ จากยอดรวม 23 รายกับนิติบุคคล 7 รายที่ข่าวระบุชื่อ ข้อหาตามฟ้องที่ข่าวระบุคือ เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม ทำการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น ๆ โดยประการที่น่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และ 268 และบางรายถูกฟ้องเพิ่มเติมในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โดยข่าวอ้างถึงพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วย ทั้งนี้ รายชื่อผู้ต้องหาที่ไทยพีบีเอสเผยแพร่เป็นชื่อบริษัทรายบริษัท ส่วนชื่อกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD ซึ่งเรียกกลุ่มจำเลยที่ 16-22 ด้วยชื่อนั้น การยื่นฟ้องเป็นเพียงการกล่าวหาของพนักงานอัยการ คดีอยู่ในศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คำให้การของฝ่ายจำเลยปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD ว่าจำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา (ดูเหตุการณ์วันที่ 22 กรกฎาคม 2569)
แหล่งข้อมูล (1)
- ไทยพีบีเอส7 ส.ค. 68เปิดลิงก์ตรวจแล้วพนักงานอัยการยื่นฟ้อง 23 ผู้ต้องหาคดี ตึก สตง. ต่อศาลอาญา(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
พ.ศ. 2569
- ศาลรับฟ้อง
[แนวทางคดีแพ่งและปกครอง] คณะรัฐมนตรีมีมติให้ติดตามการยกเลิกสัญญา ดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และเรียกร้องค่าเสียหาย
ไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ในบรรทัดวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและตรวจสอบการยกเลิกสัญญาโครงการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกับเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ และงบประมาณที่สูญหายไป เว็บไซต์นี้เรียบเรียงตามข้อความในบรรทัดดังกล่าว และยังไม่ระบุชื่อหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายหน่วย เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ มติดังกล่าวเป็นการกำหนดแนวทางของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่คำวินิจฉัยชี้ผิดถูกของศาล และไม่กระทบต่อหลักการสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ สายคดีแพ่งและสายคดีปกครองเป็นคนละสำนวนกับคดีอาญาหลัก หน้านี้ยังไม่ระบุว่ามีการยื่นฟ้องคดีแพ่งหรือคดีปกครองต่อศาลใดแล้วหรือยัง และยังไม่ได้นำเสนอคำชี้แจงของคู่สัญญาฝ่ายเอกชนต่อมติดังกล่าว เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ในบรรทัดวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและตรวจสอบการยกเลิกสัญญาโครงการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกับเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ และงบประมาณที่สูญหายไป เว็บไซต์นี้เรียบเรียงตามข้อความในบรรทัดดังกล่าว และยังไม่ระบุชื่อหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายหน่วย เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ มติดังกล่าวเป็นการกำหนดแนวทางของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่คำวินิจฉัยชี้ผิดถูกของศาล และไม่กระทบต่อหลักการสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ สายคดีแพ่งและสายคดีปกครองเป็นคนละสำนวนกับคดีอาญาหลัก หน้านี้ยังไม่ระบุว่ามีการยื่นฟ้องคดีแพ่งหรือคดีปกครองต่อศาลใดแล้วหรือยัง และยังไม่ได้นำเสนอคำชี้แจงของคู่สัญญาฝ่ายเอกชนต่อมติดังกล่าว เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้
แหล่งข้อมูล (1)
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ศาลรับฟ้อง
สื่อเผยแพร่รายงานสรุปสถานะคดี 4 สำนวน พร้อมวันนัดสืบพยานคดีหลักและคดีนอมินี
หมายเหตุเรื่องวันที่: เหตุการณ์ที่หน้านี้บันทึกคือการเผยแพร่รายงานสรุปสถานะคดีเอง จึงลงวันที่ตามวันเผยแพร่ของเดลินิวส์ คือ 7 มีนาคม 2569 ส่วนวันนัดที่ปรากฏในรายงานเป็นวันนัดในอนาคต ไม่ใช่วันที่เกิดเหตุการณ์ เดลินิวส์รายงานสถานะกระบวนการยุติธรรมของเรื่องนี้รวม 4 สำนวน ซึ่งเป็นคนละคดีและอยู่คนละขั้น ได้แก่ (1) คดีอาญาสายหลัก คดีหมายเลขดำ อ 2201/2568 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ในความผิดฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม ทำการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ แล้วไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ โดยรายงานฉบับนี้ระบุว่านัดเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 23 ก.ค. 2569 และนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย 25 พ.ค. 2570 (ชื่อศาลอาญามาจากรายงานวันยื่นฟ้องของไทยพีบีเอส ต่อมา THE STANDARD รายงานว่ามีการสืบพยานโจทก์ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก แล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และต่อเนื่องวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่าวันนัดแรกที่เดลินิวส์รายงานไว้ เว็บไซต์นี้จึงแสดงทั้งกำหนดนัดเดิมและวันที่เกิดขึ้นจริงตามที่แต่ละสำนักรายงาน และยังไม่ระบุเหตุผลของความต่าง เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้) (2) คดีนอมินี คดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 พร้อมบุคคลธรรมดาอีก 4 ราย คือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 (ข่าวระบุชื่อ-สกุลทั้ง 4 ราย แต่เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผย เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา) ในฐานความผิดตามที่ข่าวเขียนว่าเป็นคนต่างด้าว ฝ่าฝืนประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามบัญชีสาม (10) การก่อสร้าง โดยนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 1 ก.ย. 2569 สืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย วันที่ 30 ก.ย. 2569 หน้านี้ยังไม่ระบุชื่อศาลของสำนวนนี้ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ (3) คดีพิเศษที่ 38/2568 ซึ่งรายงานระบุว่าเกิดขึ้นหลังกรมสรรพากรร้องทุกข์ให้ดีเอสไอสอบสวนบริษัท ซิน เคอหยวน สตีล จำกัด กรณีการขายวัสดุในการก่อสร้างอาคาร สตง. เกี่ยวข้องกับการปลอมใบภาษีกว่า 7,000 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องส่งให้พนักงานอัยการแล้ว ยังอยู่ในชั้นพนักงานอัยการ และ (4) คดีพิเศษที่ 58/2568 ซึ่งเป็นการตรวจสอบประเด็นการฮั้วประมูล เน้นเจาะสัญญาโครงการก่อสร้างที่มีหลายฉบับ และด้วยเป็นคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง จึงต้องส่งให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวน ยังอยู่ในชั้นก่อนฟ้อง รายงานฉบับนี้ยังเขียนไว้ในรูปประโยคว่ารวมการเยียวยาผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย โดยมีตัวเลขในวงเล็บว่าคนไทย 65 ราย เมียนมา 36 ราย กัมพูชา 3 ราย และลาว 1 ราย ซึ่งหน้านี้แสดงไว้ตามที่ข่าวเขียน โดยไม่แยกเองว่าสัญชาติใดอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตหรือกลุ่มผู้บาดเจ็บ คดีที่อยู่ในชั้นศาลทั้งสองคดีเป็นการพิจารณาในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด คำให้การปฏิเสธของจำเลยคดีหลักปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD เมื่อกรกฎาคม 2569 เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลจำเลยที่เป็นบุคคลธรรมดาในทุกสำนวน เพราะยังไม่มีคำพิพากษา
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดหมายเหตุเรื่องวันที่: เหตุการณ์ที่หน้านี้บันทึกคือการเผยแพร่รายงานสรุปสถานะคดีเอง จึงลงวันที่ตามวันเผยแพร่ของเดลินิวส์ คือ 7 มีนาคม 2569 ส่วนวันนัดที่ปรากฏในรายงานเป็นวันนัดในอนาคต ไม่ใช่วันที่เกิดเหตุการณ์ เดลินิวส์รายงานสถานะกระบวนการยุติธรรมของเรื่องนี้รวม 4 สำนวน ซึ่งเป็นคนละคดีและอยู่คนละขั้น ได้แก่ (1) คดีอาญาสายหลัก คดีหมายเลขดำ อ 2201/2568 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ในความผิดฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม ทำการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ แล้วไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ โดยรายงานฉบับนี้ระบุว่านัดเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 23 ก.ค. 2569 และนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย 25 พ.ค. 2570 (ชื่อศาลอาญามาจากรายงานวันยื่นฟ้องของไทยพีบีเอส ต่อมา THE STANDARD รายงานว่ามีการสืบพยานโจทก์ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก แล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และต่อเนื่องวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเร็วกว่าวันนัดแรกที่เดลินิวส์รายงานไว้ เว็บไซต์นี้จึงแสดงทั้งกำหนดนัดเดิมและวันที่เกิดขึ้นจริงตามที่แต่ละสำนักรายงาน และยังไม่ระบุเหตุผลของความต่าง เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้) (2) คดีนอมินี คดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 พร้อมบุคคลธรรมดาอีก 4 ราย คือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 (ข่าวระบุชื่อ-สกุลทั้ง 4 ราย แต่เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผย เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา) ในฐานความผิดตามที่ข่าวเขียนว่าเป็นคนต่างด้าว ฝ่าฝืนประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามบัญชีสาม (10) การก่อสร้าง โดยนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 1 ก.ย. 2569 สืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย วันที่ 30 ก.ย. 2569 หน้านี้ยังไม่ระบุชื่อศาลของสำนวนนี้ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ (3) คดีพิเศษที่ 38/2568 ซึ่งรายงานระบุว่าเกิดขึ้นหลังกรมสรรพากรร้องทุกข์ให้ดีเอสไอสอบสวนบริษัท ซิน เคอหยวน สตีล จำกัด กรณีการขายวัสดุในการก่อสร้างอาคาร สตง. เกี่ยวข้องกับการปลอมใบภาษีกว่า 7,000 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องส่งให้พนักงานอัยการแล้ว ยังอยู่ในชั้นพนักงานอัยการ และ (4) คดีพิเศษที่ 58/2568 ซึ่งเป็นการตรวจสอบประเด็นการฮั้วประมูล เน้นเจาะสัญญาโครงการก่อสร้างที่มีหลายฉบับ และด้วยเป็นคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง จึงต้องส่งให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวน ยังอยู่ในชั้นก่อนฟ้อง รายงานฉบับนี้ยังเขียนไว้ในรูปประโยคว่ารวมการเยียวยาผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย โดยมีตัวเลขในวงเล็บว่าคนไทย 65 ราย เมียนมา 36 ราย กัมพูชา 3 ราย และลาว 1 ราย ซึ่งหน้านี้แสดงไว้ตามที่ข่าวเขียน โดยไม่แยกเองว่าสัญชาติใดอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตหรือกลุ่มผู้บาดเจ็บ คดีที่อยู่ในชั้นศาลทั้งสองคดีเป็นการพิจารณาในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด คำให้การปฏิเสธของจำเลยคดีหลักปรากฏภายหลังในรายงานของ THE STANDARD เมื่อกรกฎาคม 2569 เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลจำเลยที่เป็นบุคคลธรรมดาในทุกสำนวน เพราะยังไม่มีคำพิพากษา
แหล่งข้อมูล (1)
- เดลินิวส์7 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วอัปเดตสถานะคดีตึกสตง.ถล่ม กระบวนการ'ยุติธรรม'ไปถึงไหน(dailynews.co.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- ศาลรับฟ้อง
โฆษก สตง. ยกมือไหว้ขอโทษคนไทยในวาระใกล้ครบ 1 ปี และระบุว่าจะไม่เดินหน้าสร้างอาคารหลังใหม่ต่อ
หมายเหตุเรื่องวันที่: หน้าข่าวระบุวันของคำแถลงไว้ว่า 23 มี.ค. 2569 ขณะที่ตัวรายงานเผยแพร่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์นี้จึงลงวันที่เหตุการณ์ตามวันแถลง ไม่ใช่วันเผยแพร่ ไทยพีบีเอสรายงานว่ารองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะโฆษก สตง. ได้ยกมือไหว้ขอโทษคนไทยที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ กล่าวในทำนองว่าคำว่าตึกถล่มจะติดอยู่กับ สตง. ไปจนวันตาย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ระบุว่าตนยังรู้สึกเสียใจและต้องขออภัยญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 บาดเจ็บ 8 และระบุว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินคงไม่เดินหน้าต่อ เพราะคงไม่มีใครอยากไปอยู่ในที่ที่เคยเป็นแผลของหน่วยงาน เว็บไซต์นี้เรียบเรียงจากคำแถลงแทนการยกเป็นคำต่อคำ ตามนโยบายของหน้านี้ที่ไม่ใช้เครื่องหมายคำพูดกับเนื้อหา และไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้แถลง ตัวเลขในคำแถลงชุดนี้ต่างจากตัวเลขที่ปรากฏในเนื้อรายงานฉบับเดียวกัน ซึ่งเขียนว่าผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และรอดชีวิตเพียง 9 คน เว็บไซต์นี้จึงแสดงทั้งสองชุดพร้อมกำกับว่ามาจากส่วนใดของหน้า ไทยพีบีเอสรายงานด้วยว่าเงินเยียวยาผู้เสียหายรวมกว่า 129 ล้านบาท โดยมาจากบริษัทประกันภัยซึ่งจ่ายค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐ บริษัทผู้รับจ้าง และพนักงานของ สตง. คำแถลงนี้เป็นคำชี้แจงของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว และไม่ใช่การยอมรับความผิดตามกฎหมายของฝ่ายใด ณ วันดังกล่าวคดีหลักและคดีนอมินีอยู่ระหว่างรอวันนัดสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดหมายเหตุเรื่องวันที่: หน้าข่าวระบุวันของคำแถลงไว้ว่า 23 มี.ค. 2569 ขณะที่ตัวรายงานเผยแพร่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์นี้จึงลงวันที่เหตุการณ์ตามวันแถลง ไม่ใช่วันเผยแพร่ ไทยพีบีเอสรายงานว่ารองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะโฆษก สตง. ได้ยกมือไหว้ขอโทษคนไทยที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ กล่าวในทำนองว่าคำว่าตึกถล่มจะติดอยู่กับ สตง. ไปจนวันตาย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ระบุว่าตนยังรู้สึกเสียใจและต้องขออภัยญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 บาดเจ็บ 8 และระบุว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินคงไม่เดินหน้าต่อ เพราะคงไม่มีใครอยากไปอยู่ในที่ที่เคยเป็นแผลของหน่วยงาน เว็บไซต์นี้เรียบเรียงจากคำแถลงแทนการยกเป็นคำต่อคำ ตามนโยบายของหน้านี้ที่ไม่ใช้เครื่องหมายคำพูดกับเนื้อหา และไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้แถลง ตัวเลขในคำแถลงชุดนี้ต่างจากตัวเลขที่ปรากฏในเนื้อรายงานฉบับเดียวกัน ซึ่งเขียนว่าผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และรอดชีวิตเพียง 9 คน เว็บไซต์นี้จึงแสดงทั้งสองชุดพร้อมกำกับว่ามาจากส่วนใดของหน้า ไทยพีบีเอสรายงานด้วยว่าเงินเยียวยาผู้เสียหายรวมกว่า 129 ล้านบาท โดยมาจากบริษัทประกันภัยซึ่งจ่ายค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐ บริษัทผู้รับจ้าง และพนักงานของ สตง. คำแถลงนี้เป็นคำชี้แจงของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว และไม่ใช่การยอมรับความผิดตามกฎหมายของฝ่ายใด ณ วันดังกล่าวคดีหลักและคดีนอมินีอยู่ระหว่างรอวันนัดสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด
แหล่งข้อมูล (1)
- ไทยพีบีเอส26 มี.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วย้อนไทม์ไลน์ 1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไร้คำตอบ(thaipbs.or.th)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างพิจารณาคดี
ศาลอาญาสืบพยานโจทก์ปากอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฝ่ายจำเลยค้านผลตรวจคอนกรีต และศาลกำหนดนัดฟังคำสั่ง 20 กรกฎาคม เวลา 15.00 น.
หมายเหตุเรื่องวันที่: รายงานชิ้นนี้เผยแพร่วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 แต่เขียนว่าเหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์นี้จึงลงวันที่เหตุการณ์เป็น 17 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่วันเผยแพร่ THE STANDARD รายงานว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ซึ่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย ในความผิดฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ โดยประการที่น่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา จากกรณีเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ในนัดดังกล่าว อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคดีอาญา 8 ได้นำอดีตผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ (เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลของพยานและของผู้แทนโจทก์) คำให้การและการต่อสู้ของฝ่ายจำเลย: รายงานระบุว่าจำเลยทั้ง 23 รายได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมทั้งโต้แย้งผลการตรวจกำลังอัดคอนกรีต และระบุว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ กับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด ได้ยื่นคำร้องฉบับใหม่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ขอให้ศาลส่งตรวจสอบคุณภาพคอนกรีตใหม่ตามวิธีการที่จำเลยร้องขอ โดยระบุความประสงค์ที่จะส่งตัวอย่างวัสดุคอนกรีตไปตรวจสอบที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และแจ้งกำหนดการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างคอนกรีตบริเวณตึกที่ถล่มในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ เวลา 09.30 น. ลำดับคำสั่งศาลในนัดนี้: รายงานระบุว่าศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำแถลงคัดค้านมีรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงกำหนดนัดฟังคำสั่งศาลในประเด็นนี้ในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. ส่วนการสืบพยานดำเนินไปจนถึงเวลา 16.30 น. แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ปากนี้ออกไปเป็นวันที่ 22 กรกฎาคม และพยานได้แถลงต่อศาลว่ามีความพร้อมเบิกความในครั้งต่อไปในวันที่ 7 สิงหาคม ทั้งนี้ หน้านี้ยังไม่ระบุว่าเกิดอะไรขึ้นในนัดฟังคำสั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ ทราบเพียงว่ารายงานฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องในนัดวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 การยื่นคำร้องและการโต้แย้งพยานหลักฐานเป็นการใช้สิทธิต่อสู้คดีตามปกติ ไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดหมายเหตุเรื่องวันที่: รายงานชิ้นนี้เผยแพร่วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 แต่เขียนว่าเหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์นี้จึงลงวันที่เหตุการณ์เป็น 17 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่วันเผยแพร่ THE STANDARD รายงานว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ซึ่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย ในความผิดฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ โดยประการที่น่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา จากกรณีเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ในนัดดังกล่าว อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคดีอาญา 8 ได้นำอดีตผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ (เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลของพยานและของผู้แทนโจทก์) คำให้การและการต่อสู้ของฝ่ายจำเลย: รายงานระบุว่าจำเลยทั้ง 23 รายได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมทั้งโต้แย้งผลการตรวจกำลังอัดคอนกรีต และระบุว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ กับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด ได้ยื่นคำร้องฉบับใหม่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ขอให้ศาลส่งตรวจสอบคุณภาพคอนกรีตใหม่ตามวิธีการที่จำเลยร้องขอ โดยระบุความประสงค์ที่จะส่งตัวอย่างวัสดุคอนกรีตไปตรวจสอบที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และแจ้งกำหนดการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างคอนกรีตบริเวณตึกที่ถล่มในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ เวลา 09.30 น. ลำดับคำสั่งศาลในนัดนี้: รายงานระบุว่าศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำแถลงคัดค้านมีรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงกำหนดนัดฟังคำสั่งศาลในประเด็นนี้ในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. ส่วนการสืบพยานดำเนินไปจนถึงเวลา 16.30 น. แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ปากนี้ออกไปเป็นวันที่ 22 กรกฎาคม และพยานได้แถลงต่อศาลว่ามีความพร้อมเบิกความในครั้งต่อไปในวันที่ 7 สิงหาคม ทั้งนี้ หน้านี้ยังไม่ระบุว่าเกิดอะไรขึ้นในนัดฟังคำสั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ ทราบเพียงว่ารายงานฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องในนัดวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 การยื่นคำร้องและการโต้แย้งพยานหลักฐานเป็นการใช้สิทธิต่อสู้คดีตามปกติ ไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
แหล่งข้อมูล (1)
- THE STANDARD18 ก.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วอัยการเบิกตัวอดีตผู้ว่าฯ สตง. ขึ้นศาลคดีตึกถล่ม 'อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์' ค้านผลตรวจคอนกรีต ยื่นร้องขอเก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์สวิสฯ(thestandard.co)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
- อยู่ระหว่างพิจารณาคดีสถานะล่าสุด
ศาลอาญาสืบพยานโจทก์ต่อ จำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และศาลยกคำร้องขอเดินเผชิญสืบของจำเลยที่ 16-22
หมายเหตุเรื่องวันที่: รายงานชิ้นนี้เผยแพร่วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 แต่เขียนว่าเหตุการณ์เกิดวานนี้ (22 กรกฎาคม) เว็บไซต์นี้จึงลงวันที่เหตุการณ์เป็น 22 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่วันเผยแพร่ THE STANDARD รายงานว่าที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ซึ่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย คำให้การของฝ่ายจำเลย: รายงานเขียนไว้ตรง ๆ ว่าในคดีนี้จำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยมีประเด็นต่อสู้สำคัญเรื่องผลการตรวจพิสูจน์คอนกรีต รายงานยังระบุว่ากลุ่มจำเลยทั้ง 23 ราย มีนิติบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด (ข่าวระบุชื่อ-สกุลผู้บริหารไว้ด้วย แต่เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผย เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา) ในนัดดังกล่าว ศาลได้พิเคราะห์คำร้องประกอบคำคัดค้านของคู่ความทุกฝ่ายแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 16-22 ซึ่งรายงานเรียกว่ากิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตรวจวัสดุคอนกรีตใหม่และขอให้ศาลเข้าร่วมกระบวนการเดินเผชิญสืบขณะเก็บตัวอย่าง โดยศาลให้เหตุผล 3 ข้อ คือ (1) สิทธิในการจัดเก็บหลักฐาน ปัจจุบันซากอาคาร สตง. หลังใหม่เป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ดังนั้นการนำคอนกรีตซึ่งเป็นซากอาคารไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จำเลยสามารถดำเนินการได้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากศาล (2) การรักษาความเป็นกลางในการชั่งน้ำหนักพยาน การขอให้ศาลเดินเผชิญสืบขณะจำเลยเก็บตัวอย่างคอนกรีต ถือเป็นการขอให้ศาลเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาลมีหน้าที่ประเมินความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน หากศาลเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตนเอง อาจกระทบต่อการพิจารณาให้น้ำหนักผลการตรวจพิสูจน์ในชั้นมีคำพิพากษาได้ และ (3) สิทธิในการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ หากจำเลยดำเนินการตรวจพิสูจน์คอนกรีตแล้วเสร็จ จำเลยย่อมมีสิทธินำผลการตรวจพิสูจน์และกระบวนการตรวจพิสูจน์มาประกอบการสืบพยานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ตามสิทธิอย่างเต็มที่ คำสั่งยกคำร้องนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด และตามเหตุผลของศาลเอง ไม่ได้ตัดสิทธิจำเลยในการตรวจพิสูจน์คอนกรีตด้วยตนเอง นอกจากนี้รายงานระบุว่าการซักค้านของทนายจำเลยบางรายยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงนัดสืบพยานปากเดิมต่อในนัดหน้า คดีจึงอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
1 แหล่ง · ดูรายละเอียดหมายเหตุเรื่องวันที่: รายงานชิ้นนี้เผยแพร่วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 แต่เขียนว่าเหตุการณ์เกิดวานนี้ (22 กรกฎาคม) เว็บไซต์นี้จึงลงวันที่เหตุการณ์เป็น 22 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่วันเผยแพร่ THE STANDARD รายงานว่าที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ซึ่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย คำให้การของฝ่ายจำเลย: รายงานเขียนไว้ตรง ๆ ว่าในคดีนี้จำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยมีประเด็นต่อสู้สำคัญเรื่องผลการตรวจพิสูจน์คอนกรีต รายงานยังระบุว่ากลุ่มจำเลยทั้ง 23 ราย มีนิติบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด (ข่าวระบุชื่อ-สกุลผู้บริหารไว้ด้วย แต่เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผย เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา) ในนัดดังกล่าว ศาลได้พิเคราะห์คำร้องประกอบคำคัดค้านของคู่ความทุกฝ่ายแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 16-22 ซึ่งรายงานเรียกว่ากิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตรวจวัสดุคอนกรีตใหม่และขอให้ศาลเข้าร่วมกระบวนการเดินเผชิญสืบขณะเก็บตัวอย่าง โดยศาลให้เหตุผล 3 ข้อ คือ (1) สิทธิในการจัดเก็บหลักฐาน ปัจจุบันซากอาคาร สตง. หลังใหม่เป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ดังนั้นการนำคอนกรีตซึ่งเป็นซากอาคารไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จำเลยสามารถดำเนินการได้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากศาล (2) การรักษาความเป็นกลางในการชั่งน้ำหนักพยาน การขอให้ศาลเดินเผชิญสืบขณะจำเลยเก็บตัวอย่างคอนกรีต ถือเป็นการขอให้ศาลเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาลมีหน้าที่ประเมินความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน หากศาลเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตนเอง อาจกระทบต่อการพิจารณาให้น้ำหนักผลการตรวจพิสูจน์ในชั้นมีคำพิพากษาได้ และ (3) สิทธิในการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ หากจำเลยดำเนินการตรวจพิสูจน์คอนกรีตแล้วเสร็จ จำเลยย่อมมีสิทธินำผลการตรวจพิสูจน์และกระบวนการตรวจพิสูจน์มาประกอบการสืบพยานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ตามสิทธิอย่างเต็มที่ คำสั่งยกคำร้องนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด และตามเหตุผลของศาลเอง ไม่ได้ตัดสิทธิจำเลยในการตรวจพิสูจน์คอนกรีตด้วยตนเอง นอกจากนี้รายงานระบุว่าการซักค้านของทนายจำเลยบางรายยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงนัดสืบพยานปากเดิมต่อในนัดหน้า คดีจึงอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษาและยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทุกรายยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
แหล่งข้อมูล (1)
- THE STANDARD23 ก.ค. 69เปิดลิงก์ตรวจแล้วยกคำร้องขอเดินเผชิญสืบ ศาลแจงเหตุผลไม่อนุญาต 'อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์' ร่วมเก็บตัวอย่างคอนกรีตคดีตึก สตง. ถล่ม(thestandard.co)บันทึกเข้าระบบ 28 ส.ค. 69
ความเป็นมาของคดีกดเพื่ออ่านย่อกลับ
วันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา และทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ย่านจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง พังถล่มลงมา เรื่องเวลาเกิดเหตุ รายงานของไทยพีบีเอสในวันเกิดเหตุพิมพ์เวลาไว้สองแห่งในหน้าเดียวกัน โดยย่อหน้าเปิดข่าวเขียนว่าเหตุแผ่นดินไหวเกิดเวลา 13.25 น. และรับรู้แรงสั่นสะเทือนหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด ส่วนอีกย่อหน้าหนึ่งในหน้าเดียวกันเป็นข้อความที่มีชื่อกรมอุตุนิยมวิทยากำกับไว้ที่ต้นย่อหน้า ระบุว่ากรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศแจ้งว่าเวลา 13.20 น. เกิดแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศเมียนมา ที่ละติจูด 21.682 องศาเหนือ ลองติจูด 96.121 องศาตะวันออก ขนาด 7.4 ความลึก 10 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กม. เว็บไซต์นี้จึงแสดงเวลาทั้งสองพร้อมกำกับว่ามาจากย่อหน้าใด และระบุว่าขนาด 7.4 เป็นตัวเลขที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศตามที่ข่าวเขียน ส่วนตัวเลข 8.2 หน้าเดียวกันรายงานว่าล่าสุดเวลา 15.30 น. กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่าเหตุแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่ในเมียนมาขนาด 8.2 ความลึก 10 กม. ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานภายหลังในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หน้านี้จึงแสดงทั้งขนาด 7.4 และ 8.2 พร้อมเวลาที่แต่ละตัวเลขปรากฏ รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่าต่อมาเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุพื้นที่ก่อสร้างถล่มย่านจตุจักร รายงานเบื้องต้นของไทยพีบีเอสระบุว่าในวันนั้นมีผู้เข้ามาทำงานก่อสร้าง 397 คน และเมื่อเกิดเหตุมีผู้ที่ติดต่อไม่ได้ 81 คน
ตัวเลขความสูญเสียที่รายงานภายหลังมีหลายชุด เว็บไซต์นี้จึงแสดงทุกชุดพร้อมที่มา ไม่รวมเป็นตัวเลขเดียว ชุดที่หนึ่ง ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อครบ 1 ปีว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และมีผู้รอดชีวิตเพียง 9 คน ชุดที่สอง อยู่ในรายงานฉบับเดียวกันของไทยพีบีเอส แต่เป็นตัวเลขที่ปรากฏในคำแถลงของโฆษก สตง. เมื่อ 23 มีนาคม 2569 ซึ่งกล่าวถึงผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 และบาดเจ็บ 8 ชุดที่สาม เดลินิวส์เขียนไว้ในรูปประโยคว่ารวมการเยียวยาผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย โดยมีตัวเลขในวงเล็บว่าคนไทย 65 ราย เมียนมา 36 ราย กัมพูชา 3 ราย และลาว 1 ราย เว็บไซต์นี้แสดงตัวเลขสัญชาติไว้ตามที่ข่าวเขียน โดยไม่แยกเองว่าสัญชาติใดอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตหรือกลุ่มผู้บาดเจ็บ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันการแยกกลุ่มไม่ได้ และไม่เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหายรายใด
หลังเกิดเหตุ วันที่ 30 มีนาคม 2568 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสระบุองค์ประกอบไว้ว่า กลุ่มที่ 1 หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายปกครอง กลุ่มที่ 2 สถาบันการศึกษาและวิชาการ และกลุ่มที่ 3 องค์กรวิชาชีพควบคุม ในวันเดียวกัน พีพีทีวีเอชดี 36 เผยแพร่รายงานโดยอ้างข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของบริษัทที่ปรึกษาชื่อ GoalFore ซึ่งรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2024 ว่าโครงสร้างหลักของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ในประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว โดยระบุว่าอาคารสูง 137 เมตร มีพื้นที่ก่อสร้างรวม 96,041 ตารางเมตร ก่อสร้างด้วยเทคนิค Slipform และเป็นโครงการอาคารสูงแห่งแรกที่บริษัทผู้ร่วมก่อสร้างสัญชาติจีน (CREC10) ทำในต่างประเทศ รายงานยังระบุว่าสื่อจีนและสื่อไต้หวันบางส่วนรายงานว่าหลังเกิดเหตุตึกถล่ม บริษัทได้ลบข้อมูลและข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวไปแล้ว โดยรายงานฉบับนี้เขียนกำกับไว้เองว่าข้อมูลที่นำมาเสนอเป็นเนื้อหาที่เผยแพร่จากเว็บไซต์ GoalFore เท่านั้น และยังไม่มีการชี้แจงจากบริษัท CREC10 ว่าเนื้อหาทั้งหมดมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
วันเดียวกันนั้น โพสต์ทูเดย์เผยแพร่ความเห็นของอัยการผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรับผิดตามสัญญา โดยระบุว่ากิจการร่วมค้าผู้รับจ้างรับงานโครงการมูลค่า 2,136 ล้านบาท และมีกิจการร่วมค้า PKW เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างภายใต้วงเงิน 74.653 ล้านบาท ความเห็นดังกล่าวสรุปว่าหากอาคารถล่มลงมาก่อนการส่งมอบงานครั้งสุดท้าย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากความผิดของผู้รับจ้างหรือจากเหตุสุดวิสัยเช่นแผ่นดินไหว ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบในการก่อสร้างอาคารใหม่ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ทั้งนี้เป็นความเห็นทางกฎหมายของบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิดอาญา เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้ให้ความเห็น และหน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอคำชี้แจงของกิจการร่วมค้าผู้รับจ้างก่อสร้างต่อความเห็นชิ้นนี้ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้
วันที่ 2 เมษายน 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษ โดยผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าพบเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี) ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) โดยรายงานระบุว่ามีความเสียหายมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์การรับเป็นคดีพิเศษ ปี พ.ศ. ของกฎหมายทั้งสามฉบับนี้เป็นปีที่ข่าวพิมพ์กำกับไว้เอง และกองบรรณาธิการเปิดหน้าข่าวตรวจยืนยันแล้ว รายงานฉบับเดียวกันระบุคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าจะดำเนินการให้โปร่งใสมากที่สุด และจะตรวจสอบย้อนหลังไปถึงโครงการอีก 10 โครงการที่ได้รับการประมูลไปจากทางภาครัฐ
ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2568 ไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ว่าบริษัทผู้ผลิตเหล็กแถลงโต้ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานเหล็ก โดยยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นคำชี้แจงของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาโดยตรงต่อประเด็นนี้ ในวันเดียวกัน THE STANDARD รายงานว่าดีเอสไอควบคุมตัวกรรมการบริษัทผู้รับเหมาร่วมสัญชาติจีน ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนอมินี ไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ฝากขังผัดแรก โดยรายงานระบุว่าจากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจของจีนที่ถูกส่งมาลงทุนในประเทศไทยในนามรัฐบาลจีนและถือหุ้นในบริษัทสัดส่วน 49% และปฏิเสธเรื่องการจ้างคนไทยเป็นนอมินี ทั้งนี้ การฝากขังเป็นการขออำนาจศาลเพื่อควบคุมตัวระหว่างสอบสวน ไม่ใช่การยื่นฟ้อง หน้านี้จึงไม่ผูกเหตุการณ์นี้เข้ากับคดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ที่อัยการยื่นฟ้องภายหลัง เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันความเชื่อมโยงไม่ได้
วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 มีการประกาศปิดภารกิจค้นหาและกู้ภัยอย่างเป็นทางการ หลังปฏิบัติการต่อเนื่องครบ 45 วัน และในวันเดียวกัน ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าเมื่อเวลา 14.00 น. คณะพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยื่นศาลขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 17 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บริษัทกิจการร่วมค้า กลุ่มผู้รับเหมาควบคุมงาน และกลุ่มวิศวกรที่เซ็นรับรอง ในข้อหาตามมาตรา 227 และความผิดตามมาตรา 238 โดยศาลขอเลื่อนพิจารณาการออกหมายจับไปก่อน เหตุผลคืออยู่ระหว่างประสานผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูล ส่วนไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสระบุว่าเป็นการยื่นต่อศาลอาญา และเขียนต่อท้ายไว้ว่าศาลอาญาอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา เว็บไซต์นี้จึงบันทึกทั้งสองส่วน คือรายงานของไทยรัฐเรื่องการขอเลื่อนพิจารณาในวันนั้น และข้อความของไทยพีบีเอสเรื่องการอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา และไม่เปิดเผยชื่อ-สกุลผู้ถูกออกหมายจับ เพราะยังไม่มีคำพิพากษา การออกหมายจับเป็นขั้นตอนควบคุมตัวเพื่อการสอบสวน ไม่ใช่การชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด
วันที่ 30 มิถุนายน 2568 นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแถลงผลการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอสบันทึกไว้ว่าผลการตรวจสอบพบความบกพร่องอย่างชัดเจนในกระบวนการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะในส่วนของเทคนิคงานโครงสร้าง อาทิ ผนังช่องลิฟต์และบันได ซึ่งในทางวิศวกรรมเรียกว่าผนังรับแรงเฉือน อันเป็นจุดสำคัญที่พบปัญหา และยังพบว่าคุณภาพคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน กับในหลายจุดมีการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและข้อกฎหมายที่กำหนด ผลสอบดังกล่าวเป็นความเห็นของคณะกรรมการฝ่ายบริหาร ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และไม่ผูกพันการพิจารณาคดีอาญา หน้านี้ยังไม่ได้นำเสนอคำชี้แจงของผู้รับจ้างก่อสร้าง ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ออกแบบต่อผลสอบชุดนี้ เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้
วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อส่งสำนวนการสอบสวนให้กับพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา โดยวันที่นี้มาจากรายงานของไทยพีบีเอส content/355143 ซึ่งเขียนว่าเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 ขณะที่หัวข้อบรรทัดเดียวกันในไทม์ไลน์ของไทยพีบีเอส content/503856 พิมพ์ไว้ว่า 22 ก.ค.2569 หน้านี้จึงเลือกใช้ปี 2568 ตามรายงานฉบับวันยื่นฟ้อง และบันทึกความต่างนี้ไว้ให้ผู้อ่านเห็น จากนั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2568 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 23 รายต่อศาลอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ไทยพีบีเอสระบุรายชื่อนิติบุคคลไว้ 7 ราย ได้แก่ บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด, บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด, บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด, บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนจำเลยที่เหลือเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผยชื่อ-สกุล เพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษา ตัวเลขบุคคลธรรมดา 16 ราย ที่ปรากฏในหน้านี้เป็นการหักลบของกองบรรณาธิการ จากยอดรวม 23 รายกับนิติบุคคล 7 รายที่ข่าวระบุชื่อ ข้อหาตามฟ้องคือเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม ทำการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ โดยประการที่น่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และ 268 และบางรายถูกฟ้องเพิ่มเติมในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โดยข่าวอ้างถึงพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วย
ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและตรวจสอบการยกเลิกสัญญาโครงการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกับเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐและงบประมาณที่สูญหายไป หน้านี้เรียบเรียงตามข้อความในบรรทัดดังกล่าว และยังไม่ระบุชื่อหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายหน่วย เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ จากนั้นเดลินิวส์รายงานเมื่อ 7 มีนาคม 2569 ถึงสถานะคดี 4 สำนวน โดยระบุว่าคดีหลักนัดเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 23 ก.ค. 2569 และนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย 25 พ.ค. 2570 ส่วนคดีนอมินี คดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 พร้อมบุคคลธรรมดาอีก 4 ราย คือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 (ข่าวระบุชื่อ-สกุลครบทั้ง 4 ราย แต่เว็บไซต์นี้ไม่เปิดเผย) ในฐานความผิดตามที่ข่าวเขียนว่าเป็นคนต่างด้าว ฝ่าฝืนประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามบัญชีสาม (10) การก่อสร้าง นัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 1 ก.ย. 2569 และสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. 2569 ทั้งนี้ หน้านี้ยังไม่ระบุชื่อศาลของคดีนอมินี เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีคดีพิเศษที่ 38/2568 ซึ่งเดลินิวส์ระบุว่าเกิดขึ้นหลังกรมสรรพากรร้องทุกข์ให้ดีเอสไอสอบสวนบริษัท ซิน เคอหยวน สตีล จำกัด กรณีการขายวัสดุในการก่อสร้างอาคาร สตง. เกี่ยวข้องกับการปลอมใบภาษีกว่า 7,000 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องส่งให้พนักงานอัยการแล้ว และคดีพิเศษที่ 58/2568 ซึ่งเป็นการตรวจสอบประเด็นการฮั้วประมูล และด้วยเป็นคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง จึงต้องส่งให้สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวน ทั้งนี้ ประเด็นมาตรฐานเหล็กและวัสดุก่อสร้างเป็นคนละเรื่องกับคดีพิเศษที่ 38/2568 โดยเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ที่ดีเอสไอระบุไว้ตั้งแต่ 2 เมษายน 2568
ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2569 รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะโฆษก สตง. แถลงในวาระใกล้ครบ 1 ปีของเหตุการณ์ โดยไทยพีบีเอสรายงานว่าได้ยกมือไหว้ขอโทษคนไทยที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ กล่าวในทำนองว่าคำว่าตึกถล่มจะติดอยู่กับ สตง. ไปจนวันตาย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ระบุว่าตนยังรู้สึกเสียใจและต้องขออภัยญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 บาดเจ็บ 8 และระบุว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินคงไม่เดินหน้าต่อ เพราะคงไม่มีใครอยากไปอยู่ในที่ที่เคยเป็นแผลของหน่วยงาน เว็บไซต์นี้เรียบเรียงจากคำแถลงแทนการยกเป็นคำต่อคำ และไม่ระบุชื่อ-สกุลผู้แถลง คำแถลงนี้เป็นคำชี้แจงของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว และไม่ใช่การยอมรับความผิดตามกฎหมายของฝ่ายใด
ความคืบหน้าล่าสุดที่ตรวจสอบได้ THE STANDARD รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ซึ่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย โดยอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคดีอาญา 8 ได้นำอดีตผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ (เว็บไซต์นี้ไม่ระบุชื่อ-สกุลพยานและผู้แทนโจทก์) ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและโต้แย้งผลการตรวจกำลังอัดคอนกรีต โดยบริษัท อิตาเลียนไทยฯ กับบริษัทผู้รับเหมาร่วมสัญชาติจีนได้ยื่นคำร้องฉบับใหม่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ขอให้ศาลส่งตรวจสอบคุณภาพคอนกรีตใหม่ โดยระบุความประสงค์ที่จะส่งตัวอย่างวัสดุคอนกรีตไปตรวจสอบที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และแจ้งกำหนดการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างคอนกรีตบริเวณตึกที่ถล่มในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 09.30 น. ในนัดเดียวกันนั้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำแถลงคัดค้านมีรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงกำหนดนัดฟังคำสั่งศาลในประเด็นนี้ในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. ส่วนการสืบพยานวันนั้นยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ปากนี้ออกไปเป็นวันที่ 22 กรกฎาคม และพยานแถลงต่อศาลว่ามีความพร้อมเบิกความในครั้งต่อไปในวันที่ 7 สิงหาคม ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก สืบพยานโจทก์ต่อในคดีเดียวกัน รายงานระบุว่าในคดีนี้จำเลยทั้ง 23 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และในนัดดังกล่าวศาลมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 16-22 ซึ่งรายงานเรียกว่ากิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ที่ขอให้ศาลส่งตรวจวัสดุคอนกรีตใหม่และขอให้ศาลเดินเผชิญสืบขณะเก็บตัวอย่าง โดยศาลให้เหตุผล 3 ข้อ คือ สิทธิในการจัดเก็บหลักฐาน เพราะปัจจุบันซากอาคาร สตง. หลังใหม่เป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี จำเลยจึงตรวจพิสูจน์ได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาตศาล การรักษาความเป็นกลางในการชั่งน้ำหนักพยาน เพราะหากศาลเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตนเอง อาจกระทบต่อการพิจารณาให้น้ำหนักผลการตรวจพิสูจน์ และสิทธิในการสืบพยานผู้เชี่ยวชาญซึ่งจำเลยยังใช้ได้เต็มที่ คำสั่งนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเรื่องวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด รายงานยังระบุว่าการซักค้านของทนายจำเลยบางรายยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงนัดสืบพยานปากเดิมต่อในนัดหน้า
ณ วันที่ปรับปรุงหน้านี้คือ 28 สิงหาคม 2569 ข้อมูลล่าสุดที่กองบรรณาธิการเปิดอ่านและยืนยันได้คือรายงานนัดวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 หน้านี้ยังไม่ระบุผลของนัดฟังคำสั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผลของนัดสืบพยานวันที่ 7 สิงหาคม 2569 และความคืบหน้าหลังจากนั้น เพราะทีมงานยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้ สถานะจริงของคดีจึงอาจเดินหน้าไปกว่าที่หน้านี้ระบุ ทุกสำนวนยังอยู่ในศาลชั้นต้นหรือชั้นก่อนฟ้อง ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลใด และยังไม่ถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยทุกรายจึงยังได้รับการสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด
เจอข้อมูลผิด หรือคุณคือผู้ที่ถูกเอ่ยถึงในคดีนี้
แจ้งข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ขอเพิ่มคำชี้แจงของฝ่ายคุณ หรือขอให้ปิดบังชื่อได้ · เราตอบกลับภายใน 7 วัน และดำเนินการภายใน 30 วัน
หน้านี้บันทึกความคืบหน้าของกระบวนการตามที่สื่อรายงาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าใครผิด · ดูวิธีทำงานของเรา